“หมอยง” มองประเทศไทยเสี่ยงต่ำเจอ “ไวรัสนิปาห์” แต่มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการ

โดย PPTV Online

เผยแพร่

“นพ.ยง” วิเคราะห์ความเสี่ยงของไทยต่อการระบาดของ “ไวรัสนิปาห์” มองมีโอกาสเกิดต่ำ แต่ไทยมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างที่หากระบาดขึ้นมาจะเกิดผลร้ายแรง

จากกรณีประเทศอินเดียพบการระบาดของไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus) ซึ่งเป็นโรคร้ายแรงที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกันและยารักษา ทำให้เกิดกระแสความกังวลในประเทศไทย

ล่าสุด วันที่ 25 ม.ค. นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์วิเคราะห์การระบาดของไวรัสนิปาห์กับความเสี่ยงในประเทศไทย

“หมอยง” มองประเทศไทยเสี่ยงต่ำเจอ “ไวรัสนิปาห์” แต่มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการ FB/Yong Poovorawan
โพสต์ของ นพ.ยง ภู่วรวรรณ

นพ.ยง บอกว่า ตั้งแต่เริ่มพบมีการระบาดของโรคนิปาห์ ในปี 2541  ถึง 2542 เป็นการระบาดใหญ่ที่สุด เกิดขึ้นที่มาเลเซีย ในรัฐ Perak การระบาดลงทางใต้ไปถึงสิงคโปร์ มีผู้ป่วยทั้งสิ้น 265 ราย เสียชีวิตกว่า 108 คน

ลักษณะอาการของโรคขณะนั้น จะมีอาการไข้สูง และมีการอักเสบของสมอง ในระยะแรกจึงเข้าใจผิดคิดว่าเป็นโรคไข้สมองอักเสบ JE เมื่อมีการปราบยุงโรคก็ไม่ได้ยุติ ต่อมาจึงรู้ว่ามีความสัมพันธ์กับหมู และแยกไวรัสได้

โรคมีความรุนแรงมาก และรู้ว่าต้นตอคือค้างคาวกินผลไม้ น้ำลายค้างคาวติดกับผลไม้ ลงไปในคอกหมูแล้วจึงติดต่อระหว่างหมูสู่หมู แล้วจากหมูจึงเข้าสู่คน อัตราตายสูง แต่ไม่ระบาดเข้าไทย

ต่อมาหลังจากนั้น ก็พบโรคนี้มีการระบาดเป็นหย่อม ๆตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา จะพบมากที่เอเชียใต้ โดยเฉพาะที่บังคลาเทศ แต่การพบจะมีลักษณะที่แตกต่างจากที่พบในมาเลเซีย เพราะเป็นการติดต่อจากค้างคาสู่คนโดยผ่านทางผลไม้สด หรือน้ำผลไม้ โดยเฉพาะน้ำอินทผลัมสด

นอกจากนี้ ลักษณะอาการเริ่มเปลี่ยนไปจะเป็นไข้และมีอาการปอดบวมอย่างรุนแรง การระบาดจากค้างคาวสู่คนโดยตรง และจากคนสู่คน และเป็นกลุ่มเล็ก ๆ มาโดยตลอด จนถึงปัจจุบันที่มีการระบาดที่อินเดีย

โรคนี้สามารถติดต่อระหว่างคนสู่คนได้เช่นเดียวกับคนไปสัมผัสตัวกลางที่เป็นหมู โดยสัมผัสสารคัดหลั่ง เลือด แต่โอกาสนี้ไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่าย แบบโรคทางเดินหายใจที่ระบาดอย่างกว้างขวางเช่นไข้หวัดใหญ่ หรือโควิด-19

สำหรับความเสี่ยงในประเทศไทยนั้น นพ.ยง บอกว่า แม้ประเทศไทยยังไม่เคยมีรายงานผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในคน แต่ประเทศมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญหลายประการที่เอื้อต่อการเกิดการแพร่เชื้อจากสัตว์สู่คน

เนื่องจากไวรัสนิปาห์พบในค้างคาวผลไม้สกุล Pteropus เป็นรังโรคตามธรรมชาติ ซึ่งพบกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชน วัด และสวนผลไม้ เพิ่มโอกาสการปนเปื้อนของเชื้อผ่านน้ำลายหรือปัสสาวะค้างคาวสู่สิ่งแวดล้อมและอาหาร

นอกจากนี้ ประเทศไทยมีลักษณะการเกษตรและพฤติกรรมการบริโภคบางประการที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด spillover เช่น สวนผลไม้ที่อยู่ใกล้ชุมชน การบริโภคผลไม้สดหรือเครื่องดื่มคั้นสด รวมถึงการบริโภคอาหารดิบ หรือสุก ๆ ดิบ ๆ ในบางพื้นที่

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรขนาดใหญ่ ซึ่งหากเกิดการติดเชื้อในสัตว์ อาจทำหน้าที่เป็นตัวขยายเชื้อ (amplifying host) คล้ายกับการระบาดที่ประเทศมาเลเซียในอดีต

ในด้านระบบสาธารณสุข ผู้ป่วยนิปาห์มักมีอาการสมองอักเสบหรือปอดอักเสบรุนแรง ซึ่งอาจถูกวินิจฉัยผิดเป็นโรคติดเชื้ออื่นในระยะเริ่มต้น และหากเป็นสายพันธุ์ที่สามารถติดต่อจากคนสู่คน อาจเกิดการแพร่เชื้อในครอบครัวหรือสถานพยาบาลได้

ดังนั้น ถึงแม้ความเสี่ยงในการเกิดโรคในปัจจุบันถึงจะอยู่ในระดับต่ำ แต่หากเกิดขึ้นจริงจะส่งผลกระทบต่อสาธารณสุขและเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ประเทศไทยจึงควรมีการเฝ้าระวังเชิงรุกและเตรียมความพร้อมตามแนวคิดของสุขภาพหนึ่งเดียว ที่ดูแล ทั้งคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม อย่างต่อเนื่อง

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

จับข่าวคุย

จับข่าวคุย

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ